จอร์แดน เฮนเดอร์สันกัปตันทีม “หงส์แดง” ที่เป็นนักเตะของทีมคนแรก ที่ได้ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก ในรอบ 30 ปี

ข้อมูลนักเตะ

ชื่อเต็ม : จอร์แดน ไบรอัน เฮนเดอร์สัน

เกิด : วันที่ 17 มิถุนายน 1990 (เมืองซันเดอร์แลนด์ ประเทศอังกฤษ)

อายุ : 30 ปี

ตำแหน่ง : กองกลาง

ส่วนสูง : 182 เซนติเมตร

เส้นทางฟุตบอล

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เกิดมาในครอบครัวที่ฐานะปานกลาง โดยในช่วงวัยเด็กเขาชื่นชอบ และหลงใหลในกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างมาก เพราะมีคุณพ่อเป็นอดีตนักฟุตบอลของทีมกรมตำรวจ นั่นเอง และเมื่อจอร์แดน เฮนเดอร์สัน อายุ 7 ขวบ เขาก็ได้ไปเข้าเป็นนักเตะฝึกหัดของทีมซันเดอร์แลนด์ ทีมลูกหนังชื่อดังย่านบ้านเกิด

โดยเริ่มแรกเดิมทีนั้น จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เริ่มเล่นฟุตบอลในตำแหน่ง ปีก และเขาพัฒนาฝีเท้าจนขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมเยาวชน และสามารถช่วยพาทีมคว้าแชมป์ลีกเยาวชน ยู-18 ในปี 2008 มาครองได้สำเร็จ

และ ในปี 2009 เพื่อให้นักเตะมีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น ทีมก็ได้ปล่อยตัวเขาไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ กับทีมอื่นๆ โดยเป็นทีม โคเวนทรี ซิตี้ ที่ยืมตัวเขาไปเล่นให้กับทีม โดยจอร์แดน เฮนเดอร์สันก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอย่างมาก และเขาได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง และเป็นกำลังสำคัญของทีม ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลอย่างรวดเร็ว ซึ่งเขาได้ลงสนามไปทั้งหมด 13 เกม และทำไปได้ 1 ประตู

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน สามารถขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ ในตำแหน่งปีกขวา และเขาก็ไม่ได้ทำให้สโมสรผิดหวังเลย เมื่อเขาโชว์ฟอร์มการเล่นได้อย่างดีเยี่ยม สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงของทีมได้แบบยาวๆ จนกลายเป็นแข้งนักเตะดาวรุ่งที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก

และในฤดูกาลต่อมา 2010/2011จอร์แดน ก็ยังเป็นตัวหลักของทีมเช่นเดิม แต่ในครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับตำแหน่งการเล่นของเขา เมื่อ สตีฟบรูซ นายใหญ่ของทีมซันเดอร์แลนด์ในเวลานั้น โดยได้โยกเขาจากที่เคยเล่นเป็นปีก ให้เข้ามาเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง และมาคอยเป็นตัวขับเคลื่อนเกมแดนกลางให้กับทีม และเขาก็เล่นในตำแหน่งนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม และโดดเด่นมากกว่าตอนเล่นริมเส้น เสียอีก และเนื่องจากเฮนเดอร์สันเป็นนักเตะที่จ่ายบอลแม่นยำ และการอ่านเกมบอลได้ดี จนเขากลายเป็นนักเตะหัวใจสำคัญของทีมไปแล้ว

จอร์แดนเฮนเดอร์สัน คือหัวใจของทีม การที่เขาลงสนามให้กับทีมไปถึง 38 นัด เรียกได้ว่าลงครบทุกเกมในลีกเลยทีเดียว และความยอดเยี่ยมของเขา ทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี ประจำฤดูกาล 2010/2011 ของสโมสร และพร้อมกันนั้นเขายังได้รับการต่อสัญญากับทีมยาวไปถึง 5 ปี อีกด้วย

และแล้วทีม”หงส์แดง” ได้ตัดสินใจทุ่มเงินถึง 20 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัว กองกลางฟอร์มฮอตคนนี้มาร่วมทีม โดยหวังว่าเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวตายตัวแทนของ สตีเวน เจอร์ราร์ด ที่มีอายุเยอะขึ้นและกำลังเริ่มโรยรา ซึ่งใกล้ถึงช่วงปลายอาชีพการค้าแข้งแล้ว

โดยฤดูกาลแรกของ เฮนเดอร์สัน กับ ทีมลิเวอร์พูล ถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เนื่องจากเขายังไม่สามารถปรับตัวกับทีมใหม่ได้ และยังไม่สามารถเบียดแผงกองกลางคนอื่นๆ ลงสนามเป็นตัวจริงได้ และทำให้เขาต้องนั่งเป็นตัวสำรองเสียส่วนใหญ่

และในฤดูกาลต่อมา เฮนเดอร์สัน ก็เริ่มค่อยๆ ขยับเข้ามาเป็นตัวหลักของทีม และเขาถูกส่งลงสนามด้วยการเป็นตัวจริงมากขึ้นเรื่อยๆ และทำผลงานได้ดีขึ้นตามลำดับ จนเบียด เจอร์ราร์ด ลงไปเป็นตัวสำรอง และในท้ายที่สุดเขาก็สามารถยึดตัวจริงในแดนกลางได้สำเร็จ

และหลังจบฤดูกาลนี้ เจอร์ราร์ด ได้ตัดสินใจโบกมือลาทีม ไปอยู่กับ แอลเอ แกแล็กซี่ ทีมลูกหนังในสหรัฐอเมริกา และทาง ลิเวอร์พูล ก็ได้ทำการแต่งตั้งให้ จอร์แดนเฮนเดอร์สัน ให้เป็นกัปตันทีมคนใหม่ของสโมสร ในวันที่ 1 มีนาคม 2015 ซึ่งเขาได้รับการโหวตจากเพื่อนร่วมทีม “หงส์แดง” ให้ได้รับปลอกแขนอันยิ่งใหญ่ อันนี้

และมาถึงยุคเปลี่ยนผ่านอันยิ่งใหญ่ของทีม เมื่อ หงส์แดง  ลิเวอร์พูล ได้แต่งตั้งให้ เจอร์เก้นคล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน เข้ามารับหน้าที่ผู้จัดการทีมคนใหม่ และได้เข้ามาวางรากฐาน เปลี่ยนแปลงหลายสิ่งอย่างในทีมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือ เขายังมอบความไว้วางใจให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน  รับบทกัปตันทีม และเป็นหัวใจสำคัญในแดนกลางต่อไป

ซีซั่น2017/2018 เป็นปีที่ ทีมหงส์แดง เล่นได้อย่างยอดเยี่ยม จนทีมสามารถทะลุเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก และจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ก็เกือบจะได้ชูถ้วยแชมป์ยุโรปเป็นครั้งแรก ในฐานะกัปตันทีม แต่เขาและเพื่อนร่วมทีมก็ต้องอกหัก เมื่อทีมไปพ่ายแพ้ให้กับทีมเรอัล มาดริด 1-3 ได้แค่รองแชมป์เท่านั้น

ฤดูกาล 2018/2019 ทีมลิเวอร์พูล โชว์ฟอร์มการเล่นได้อย่างแข็งแกร่ง ยอดเยี่ยม จนทีมเกือบจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เป็นครั้งแรกได้สำเร็จ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน  จะกลายเป็น กัปตันทีมคนแรกที่ได้ชูถ้วยอันยิ่งใหญ่ นี้ แต่สุดท้ายทีม “หงส์แดง” ก็มาตกม้าตาย พลาดในช่วงท้ายฤดูกาล กลายเป็นทีม เรือใบสีฟ้า ที่ได้แชมป์ไปครอง โดยมีแต้มชนะทีมของ เฮนเดอร์สัน เพียง 1 คะแนน เท่านั้น แต่ฤดูกาลนี้ ก็ยังเป็นฤดูกาลที่สุดยอดอย่างมากของทีม ลิเวอร์พูล เนื่องจากทีมสามารถเข้าชิงยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ได้อีกครั้ง และสามารถคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการเอาชนะทีมท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ 2-0 ส่งผลให้ เฮนเดอร์สัน ได้ชูถ้วยแชมป์ยุโรปเสียที หลังจากที่พลาดหวังไปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

และแล้ว ในฤดูกาล 2019/2020 สิ่งที่แฟนบอล หงส์แดง รอคอย และกาลเวลาที่ยาวนานก็ได้สิ้นสุดลง เมื่อจอร์แดนเฮนเดอร์สัน และ เพื่อนร่วมทีมลิเวอร์พูลต่างเดินหน้าระเบิดฟอร์มร้อนแรงแบบไร้เทียมทานตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาลโดยทำแต้มทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น จนทีมสามารถผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้แบบยิ่งใหญ่ ถึงแม้ว่าจะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มาคั่น แต่ก็ไม่สามารถเป็นอุปสรรคในการคว้าแชมป์ได้ และเมื่อถึงช่วงท้ายฤดูกาลจอร์แดนเฮนเดอร์สัน ก็ได้กลายเป็นกัปตันทีมคนแรกของทีม ที่ได้ชูถ้วยแชมป์ลีก เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี แบบสุดยิ่งใหญ่

ผลงานทีมชาติ

กับทีมชาติอังกฤษ จอร์แดนเฮนเดอร์สัน เริ่มต้นจากการเล่นในชุด 19 ปี ตามมาด้วย 20 ปี และ 21 ปี จนกระทั่งในปี 2010 เขาได้ถูก ฟาบิโอ คาเปลโล่ กุนซือทีมชาติในเวลานั้น เรียกตัวเข้ามาติดทีมชาติชุดใหญ่ ซึ่งเวลานั้นเฮนเดอร์สัน มีอายุเพียง 20 ปี เท่านั้น ซึ่งเขาก็ได้ประเดิมสนามนัดแรกให้กับทีมชาติอังกฤษในเกมที่ทีมแข่งกับทีมชาติฝรั่งเศส ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2010 นั่นเอง

และหลังจากนั้นเป็นต้นมาเฮนเดอร์สัน ก็กลายเป็นขาประจำ และเป็นตัวหลักของทีมชาติมาโดยตลอด เขามีชื่อในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นยูโร 2012 / ฟุตบอลโลก 2014 / ยูโร 2016 และจนกระทั่งล่าสุด ฟุตบอลโลก 2018 ที่เขาเป็นตัวหลักของทีม และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ ทีมชาติอังกฤษ เข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ และคว้าอันดับ 4 ของทัวร์นาเมนต์ มาได้แบบสุดเซอร์ไพรส์

และจนถึงเวลานี้ กัปตันทีมลิเวอร์พูล ลงสนามในนามทีมชาติไปแล้ว 56 นัด แต่เจ้าตัวยังไม่สามารถยิงประตูแรกให้กับ ทัพ “สิงโตคำราม” ได้เลย

เกียรติประวัติ

ลิเวอร์พูล :

  • แชมป์ พรีเมียร์ลีก : 2019-20
  • แชมป์ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก : 2018-19
  • แชมป์ ยูฟ่าซูเปอร์คัพ : 2019
  • แชมป์ ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก : 2019
  • แชมป์ คาราบาวคัพ : 2011-2012

รางวัลส่วนตัว :

  • รางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำสโมสร ซันเดอร์แลนด์ : 2009-2010, 2010-2011
  • รางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำสโมสร ลิเวอร์พูล : 2011-2012
  • รางวัลนักเตะเยาวชนทีมชาติอังกฤษยอดเยี่ยม : 2012
  • ประตูสุดสวยของ พรีเมียร์ลีก ประจำเดือน : กันยายน 2016
  • ประตูสุดสวยของ EA Sport ประจำเดือน : กุมภาพันธ์ 2014
  • ผู้เล่นยอดเยี่ยมของ สโมสรลิเวอร์พูล ประจำเดือน : กันยายน 2014, มีนาคม 2015

 

โธมัส ทูเคิล กุนซือชาวเยอรมัน ผู้ปลุกให้ “สิงห์บลูส์” เชลซี กลับมาผยองอีกครั้ง 

ข้อมูลส่วนตัว

  • ชื่อเต็ม : โธมัส ทูเคิล
  • เกิด : 29 สิงหาคม 1973
  • อายุ : 48 ปี
  • สถานที่เกิด : ครุมบัค เยอรมนีตะวันตก
  • ส่วนสูง : 190 เซนติเมตร

เส้นทางฟุตบอล

โธมัส ทูเคิล ไม่ประสบความสำเร็จมากนักในสมัยที่เป็นนักเตะ และเคยผ่านการเล่นฟุตบอลอาชีพในตำแหน่งกองหลังกับ 2 ทีมเท่านั้น และเป็นสโมสรในลีกล่างของเยอรมนีคือทีม คิกเกอร์ สตุทการ์ท ในปี 1992-1994 และ อูล์ม ระหว่างปี 1994-1998

และหลังจากนั้นโธมัส ทูเคิล จำเป็นต้องยุติการค้าแข้ง เนื่องจากมีปัญหาอาการเจ็บเข่าเรื้อรังจนต้องแขวนสตั๊ดด้วยอายุเพียง 25 ปี และในขณะเดียวกัน ในความโชคร้ายก็มียังความโชคดีอยู่ เพราะนั่นทำให้ โธมัส ทูเคิล ได้ผันตัวมายังบทบาทใหม่ นั่นคือเส้นทางการเป็นโค้ชตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม

เริ่มต้นเส้นทางโค้ช

หลังจากแขวนสตั๊ดในปี 1998 ทูเคิลเดินหน้าศึกษาเรื่องโค้ชและศาสตร์ลูกหนัง จนได้เริ่มต้นด้วยการเข้าเป็นโค้ชทีมเยาวชนของทีม “ม้าขาว” สตุตการ์ท สโมสรดังของบุนเดสลีกา เมื่อปี 2000 ก่อนจะมีส่วนช่วยสร้างนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดี และกลายเป็นสตาร์ดังในเวลาต่อมาอย่าง โฮลเกอร์ บาดสตูเบอร์ และ มาริโอ โกเมซ

จากนั้นโธมัส ทูเคิล ได้โยกไปเป็นหนึ่งในทีมสตาฟฟ์โค้ชเยาวชนของทีม เอาก์สบวร์ก ในปี 2005 และทำหน้าที่นี้อยู่ประมาณ 3 ปี ก็ได้รับโอกาสขึ้นเป็นโค้ชทีมสำรองของทีม เอาก์สบวร์ก ก่อนจะถูกดึงตัวไปเป็นเฮดโค้ชทีมเยาวชนของ ไมนซ์ 05 ในปี 2008

และหลังจากทำหน้าที่ในทีมเยาวชนได้แค่1ปี ทูเคิลถูกดันขึ้นมานั่งเป็นกุนซือทีมชุดใหญ่ของ ไมนซ์ โดยเข้ามาแทน เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ย้ายไปคุมทีม “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

และที่สำคัญ ในฤดูกาลนั้นทีม ไมนซ์ ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในบุนเดสลีกาพอดี ทำให้ โธมัส ทูเคิล กลายเป็นกุนซือที่อายุน้อยที่สุดในศึกบุนเดสลีกาฤดูกาล 2009-2010 ด้วยอายุเพียง 35 ปี และจะต้องมาวัดกึ๋นกับบรรดาเฮดโค้ชรุ่นพี่ อย่าง จุ๊ปป์ ไฮย์เกส, หลุยส์ ฟาน กัล, ราล์ฟ รังนิก, โธมัส ชาฟ หรือ เจอร์เก้น คล็อปป์

แต่ปรากฏว่า โธมัส ทูเคิล สามารถพิสูจน์ฝีมือให้ทุกคนได้เห็นเมื่อพาทีมน้องใหม่อย่าง ทีมไมนซ์ รอดตกชั้นแบบสบายๆ แถมจบในครึ่งบนของตารางอีกด้วย โดย ไมนซ์ ปิดฤดูกาลในอันดับ 9 ของตารางบุนเดสลีกา

ผลงานแจ้งเกิด

และต่อมาในฤดูกาล 2010/11 ถือเป็นฤดูกาลแจ้งเกิดของโธมัส ทูเคิล อย่างแท้จริง เมื่อเขาพา ทีมไมนซ์ ระเบิดฟอร์มออกสตาร์ทซีซั่นด้วยการคว้าชัยชนะ 7 นัดติดต่อกัน โดยเฉพาะการบุกไปชนะทีมอย่าง “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค 2-1 ถึงถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่า เล่นเอาทุกสายตาในวงการลูกหนังเมืองเบียร์ต้องจับจ้องมาที่กุนซือหนุ่มนามว่า โธมัส ทูเคิล

ทีม ไมนซ์ ในซีซั่นนั้นใช้ผู้เล่นดาวรุ่งเป็นกำลังสำคัญในเกมรุก อาทิ อดัม ซาไล, อันเดร เชอร์เล และลูอิส โฮลต์บี้ ที่ยืมตัวมาจากชาลเก้ ช่วยกันวิ่งสู้ฟัดและ ผสมผสานกับเกมรับที่ใช้แข้งนักเตะที่มีประสบการณ์สูงเป็นหลัก และสุดท้าย ทูเคิล ก็พาทีมจบอันดับ 5 ซึ่งเป็นผลงานที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร

ก้าวสู่งานใหญ่

หลังจากนั้น โธมัส ทูเคิล ยกระดับตัวเองมารับงานที่ใหญ่ขึ้น นั่นคือการคุมทีม “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในปี 2015 และเป็นอีกหนึ่งครั้งที่เขาเข้ามาคุมทีมต่อจาก เจอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่งโยกย้ายไปคุมทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล โดยสาเหตุที่ดอร์ทมุนด์เลือกใช้บริการโธมัส ทูเคิล เนื่องจากมองว่าเขามีสไตล์และการทำทีมคล้ายคลึงกับคล็อปป์ จึงน่าจะเข้ามาสานงานต่อได้ไม่ยาก
โดย ปีแรกของ โธมัส ทูเคิล กับดอร์ทมุนด์ ในฤดูกาล 2015-2016 เขาพาทีมจบด้วยการเป็น “ดับเบิ้ลรองแชมป์” ทั้งบุนเดสลีกา และเดเอฟเบ โพคาล จากนั้นในฤดูกาลต่อมา โธมัส ทูเคิล สามารถคว้าแชมป์แรกในอาชีพกุนซือได้สำเร็จ ด้วยแชมป์เดเอฟเบ โพคาล ส่วนผลงานในบุนเดสลีกาจบอันดับ 3

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยสโมสรใหญ่ระดับดอร์ทมุนด์ เป้าหมายอันดับ1ของพวกเขาคือ “แชมป์บุนเดสลีกา” นั่นหมายความว่า โธมัส ทูเคิล ไม่สามารถทำได้ตรงตามเป้า นอกจากนี้ โธมัส ทูเคิล ยังมีปัญหากับฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะเรื่องนโยบายการซื้อขายนักเตะ ทำให้ต่อมาทีม ดอร์ทมุนด์ ตัดสินใจปลด โธมัส ทูเคิล ในเดือนพฤษภาคม ปี 2017

และหลังจากว่างงานได้ประมาณ 1 ปี โธมัส ทูเคิลก็กลับคืนสู่วงการอีกครั้ง โดยตกลงเซ็นสัญญา 2 ปี เข้ารับตำแหน่งกุนซือ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยักษ์ใหญ่แห่งลีกเอิง โดยเข้ามาแทน อูไน เอเมรี่ ในเดือนพฤษภาคม 2018 ซึ่งผลงานในฤดูกาลแรกกับเปแอสเชโธมัส  ทูเคิลพาทีมคว้าแชมป์ลีกเอิง 2018-2019 แต่ไม่สำเร็จในฟุตบอลถ้วยรายการอื่นๆ โดยเฉพาะ “ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก” ซึ่งพวกเขาจอดป้ายที่รอบ 16 ทีมสุดท้ายอย่างน่าเจ็บใจ หลังเสมอกับ ปิศาจแดง สกอร์รวม 3-3 แต่แพ้ไปด้วยกฏอเวย์โกล

และในซีซั่นต่อมา 2019-2020 โธมัส ทูเคิลปรับจูน เปแอสเช ได้ลงตัวมากขึ้น และสามารถพาทีมทำ “ทริปเปิ้ลแชมป์” ในประเทศ ทั้งแชมป์ลีกเอิง, เฟร้นช์ คัพ, เฟร้นช์ ลีก คัพ และเกือบสร้างประวัติศาสตร์คว้าถ้วยแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกอีกด้วย โดยเปแอสเชเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะอกหักได้รองแชมป์ หลังพ่ายแพ้ต่อ ทีม เสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค 0-1

มาถึงฤดูกาล 2020-2021ทีมเปแอสเชทำผลงานได้ดีในเกมยูซีแอล โดยผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ในฐานะแชมป์กลุ่มเอช แต่ฟอร์มในลีกเอิงไม่ดีนัก และที่สำคัญคือ โธมัส ทูเคิล ไปมีปัญหากับฝ่ายบอร์ดสโมสร โดยเฉพาะความขัดแย้งกับผู้อำนวยการด้านกีฬาอย่าง เลโอนาร์โด้ จนในที่สุด สโมสร เปแอสเช ก็ยื่นซองขาวตะเพิดโธมัส  ทูเคิล พ้นตำแหน่งไปเมื่อเดือนธันวาคม 2020 ก่อนที่จะดึง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ มารับงานแทนในเวลาต่อมา

และ โธมัส ทูเคิล ก็ว่างงานได้ไม่นาน เพียงประมาณเดือนเดียว โธมัส ทูเคิล ก็ได้เจอกับความท้าทายใหม่ เมื่อจรดปากกาเซ็นสัญญาคุมทัพ “สิงห์บลูส์” เชลซี สโมสรดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก แทนที่ของ แฟรงก์ แลมพาร์ด เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม 2021 ซึ่ง โธมัส ทูเคิล ก็พาทีมเชลซี กลับมาโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมอีกครั้ง

ทีมเชลซี ภายใต้การคุมทัพของ โธมัส  ทูเคิล จบอันดับ 4 ศึกพรีเมียร์ลีก 2020/21 และได้เข้าชิงเอฟเอ คัพ ก่อนจะไปพ่ายต่อ ทีม เลสเตอร์ ซิตี้ 0-1 แต่สุดท้าย โธมัส  ทูเคิล ก็ทำให้ทีมสิงห์บลูส์มีแชมป์ติดมือ และยังเป็นโทรฟี่ใหญ่อีกต่างหาก นั่นคือการผงาดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ด้วยการชนะ ทีม เรือใบสีฟ้า แมนฯ ซิตี้ 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้น “โบว์แดง” ของ โธมัส ทูเคิล หลังจากเข้ามารับงานคุมทีมเชลซีได้แค่ประมาณ 4 เดือนเท่านั้น

เกียรติประวัติ

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

  • แชมป์เดเอฟเบ โพคาล 2016-2017

ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

  • แชมป์ลีกเอิง 2018-2019 , 2019-2020
  • แชมป์เฟรนช์ คัพ 2019-2020
  • แชมป์เฟรนช์ ลีก คัพ 2019-2020
  • แชมป์เฟรนช์ ซูเปอร์คัพ 2018 , 2019
  • รองแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2019-2020

เชลซี

  • แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2020-2021
  • แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 2021

 

อลีสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตู จอบหนึบ เลือดแซมบ้า  ของทีม  หงส์แดง ลิเวอร์พูล

ข้อมูลนักเตะ

ชื่อเต็ม : อลีสซง แรมเซส เบ็คเกอร์

เกิด : 2 ตุลาคม 1992

อายุ : 30 ปี

สถานที่เกิด : โนโว ฮัมเบอร์โก ประเทศบราซิล

ส่วนสูง : 191 เซนติเมตร

ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู

เส้นทางฟุตบอล

อลีสซง เติบโตมาในครอบครัว “ผู้รักษาประตู” อย่างแท้จริง ไล่ตั้งแต่รุ่นปู่ทวด ซึ่งเป็นนายทวารให้กับสโมสรท้องถิ่น ส่วนคุณพ่อ นั่นไม่ได้เล่นฟุตบอลอาชีพอย่างจริงจัง แต่เมื่อเวลาเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ ก็มักจะถูกไปยืนเฝ้าเสาประตูให้กับทีมเสมอ และคุณแม่ของอลีสซงก็ เล่นเป็นผู้รักษาประตูในกีฬาแฮนด์บอลด้วย

และซึ่งเหตุนี้เอง ทำให้ อลีสซง และพี่ชาย มูเรียล เบ็คเกอร์ ซึ่งอายุมากกว่าประมาณ 5 ปี ชื่นชอบการเล่นฟุตบอลในตำแหน่งผู้รักษาประตู และ2พี่น้องคู่นี้ก็ได้เริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลด้วยการเข้าสู่อคาเดมี่ของ “อินเตอร์นาซิอองนาล” สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งแดนบราซิล

และแน่นอนว่าด้วยอายุและประสบการณ์ที่มากกว่าทำให้ มูเรียล เบ็คเกอร์ ยึดตำแหน่งผู้รักษาประตูมือ1เหนือน้องชาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป อลีสซง ก็ได้รับโอกาสมากขึ้นตามลำดับจนก้าวขึ้นมาเป็นมือ1ของทีมในปี 2015 และโชว์ฟอร์มโดดเด่นกลายเป็นเป้าหมายที่สโมสรดังในยุโรปให้ความสนใจ และในที่สุดทีมโรม่า “หมาป่าแห่งกรุงโรม” ก็ควักกระเป๋า 7.5 ล้านยูโร ดึงตัว อลีสซง มาลุยเวทีเซเรียอา อิตาลี ในเดือนกรกฏาคม 2016

บรูโน่ คอนติ อดีตตำนานแข้งโรม่า และทีมชาติอิตาลี ชุดแชมป์โลก 1982 กล่าวว่า  “เขาเป็นผู้รักษาประตูที่ฉลาดที่สุด และสามารถคาดเดาการเคลื่อนที่ของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างดีเยี่ยม เขาอาจจะไม่จำเป็นต้องโชว์การเซฟมหัศจรรย์อะไรมากนัก เพราะการยืนตำแหน่งของเขานั้นดีมากๆ”  และด้วยฟอร์มแบบเปรี้ยงปร้างนี่เอง ทำให้ทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เดินหน้าหวังดึงตัว อลีสซง เข้ามาเฝ้าเสาในถิ่นแอนฟิลด์ เมื่อเดือนกรกฏาคม 2018 ด้วยค่าตัวสูงถึง 67 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติผู้รักษาประตูค่าตัวแพงที่สุดในโลก ณ เวลานั้น ก่อนที่ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า จะทำลายสถิติดังกล่าว หลังย้ายจากทีม แอธเลติก บิลเบา ไปยังสิงห์บลูส์ เชลซี ด้วยค่าตัว 71.6 ล้านปอนด์ในเดือนต่อมา

และ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ทุ่มเงินก้อนโตสำหรับตำแหน่งผู้รักษาประตู เนื่องจากฤดูกาลก่อนหน้านั้น พวกเขาอกหักพลาดแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จากความผิดพลาดของ ลอริส คาริอุส ส่วนตัวสำรองอย่าง ซิมง มิโญเลต์ ก็ยังไว้ใจไม่ได้เท่าที่ควร

และในที่สุดการมาของ อลีสซง ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ เพราะจอมหนึบชาวบราซิลรายนี้โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมและเป็น1ในคีย์แมนที่ช่วยให้ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ผงาดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาล 2018-2019 พร้อมกับคว้ารางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมาย โดยเฉพาะรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของฟีฟ่า และรางวัล “ยาชิน โทรฟี” ปี 2019 จากนิตยสารฟรองซ์ ฟุตบอล ซึ่งอาจเทียบได้กับ “บัลลงดอร์” ของผู้รักษาประตูเลยทีเดียว

และฤดูกาลต่อมา 2019-2020 อลีสซง เป็นกำลังสำคัญในถิ่นแอนฟิลด์เช่นเดิมถึงแม้จะมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่บ้าง และในที่สุด จอมหนึบชาวบราซิล ก็สามารถพาทีมได้ฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 30 ปีของลิเวอร์พูล

ผลงานทีมชาติ

อลีสซง เริ่มติดทีมชาติบราซิลชุดใหญ่ในปี 2015 ตั้งแต่สมัยที่ยังเล่นให้กับทีมอินเตอร์นาซิอองนาล ในยุคของกุนซือคาร์ลอส ดุงก้า โดยได้ลงรับใช้ชาติครั้งแรกในเกมฟุตบอลโลก ปี 2018 รอบคัดเลือก โซนอเมริกาใต้ ซึ่งชนะ ทีมชาติเวเนซูเอลา 3-1 เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2015

หลังจากนั้น อลีสซง ก็มีชื่อติดธงมาต่อเนื่อง พร้อมกับก้าวขึ้นเป็นมือ1ทีมชาติต่อจาก ฮูลิโอ เซซาร์ และมีชื่อติดเป็น 1 ใน 23 ขุนพลทีมชาติบราซิลลุยฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย ที่รัสเซีย โดย อลีสซง ลงเล่นเป็นตัวจริงทุกนัด ตั้งแต่รอบแรก ก่อนจะไปจอดป้ายที่รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อแพ้ต่อทีมชาติ เบลเยียม 1-2

และต่อมาในปี 2019 อลีสซง ประสบความสำเร็จกับทีมชาติบราซิล ด้วยการคว้าแชมป์โคปา อเมริกา 2019 ซึ่งตลอดทั้งทัวร์นาเมนท์ นายทวารหงส์แดงรายนี้เสียประตูเพียงแค่1 ลูก เท่านั้นจากการลงสนาม 6 เกม

เกียรติประวัติ

อินเตอร์นาซิอองนาล

: แชมป์ลีกบราซิล 2013, 2014, 2015, 2016

โรม่า

: ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมเซเรียอา 2017-2018
: ติดทีมยอดเยี่ยมเซเรียอา 2017-2018

ลิเวอร์พูล

: แชมป์พรีเมียร์ลีก 2019-2020
: แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2018-2019
: แชมป์สโมสรโลก 2019
: ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของฟีฟ่า 2019
: ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของ IFFHS 2019
: ติดทีมยอดเยี่ยมฟีฟ่า ฟิฟโปร 2019, 2020

: ติดทีมยอดเยี่ยมยูฟ่า 2019
: ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2018-2019
: รางวัลถุงมือทองคำพรีเมียร์ลีก (คลีนชีทมากที่สุด 21 นัด) 2018-2019
: รางวัลยาชิน โทรฟี่ 2019

ทีมชาติบราซิล

: แชมป์โคปา อเมริกา 2019
: ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมโคปา อเมริกา 2019
: ติดทีมยอดเยี่ยมยอดเยี่ยมโคปา อเมริกา 2019

 

ทำความรู้จัก หลุยส์ ดิอาซ ปีกแนวรุก จอมเลื้อยของ หงส์แดง

เขาเป็นใคร? และมาจากไหน? ไปทำความรู้จักกับประวัติของ “หลุยส์ ดิอาซ” ปีกตัวใหม่ที่ทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล จัดการทุ่มเงินประมาณ 50 ล้านปอนด์กระชากตัวมาจาก ทีมปอร์โต้ ยักษ์ใหญ่แห่งลีกโปรตุเกส

ข้อมูลส่วนตัว หลุยส์ ดิอาซ

  • ชื่อเต็ม : หลุยส์ เฟอร์นานโด ดิอาซ มูรูลันด้า
  • เกิด : 13 มกราคม 1997 ที่บาร์รานกาส ประเทศโคลอมเบีย
  • อายุ : 25 ปี
  • ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร
  • ตำแหน่ง : ปีก

เส้นทางลูกหนัง

หลุยส์ ดิอาซ นั้นเป็นเลือดเชื้อไขของชนเผ่า “วายู” ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของโคลอมเบีย และหลุยส์ ดิอาซ นั้น หลงใหลในเกมฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก จนมาได้แจ้งเกิดในรายการ Indigenous America Cup ซึ่งเป็นเกมทัวร์นาเมนต์ลูกหนังที่แข่งขันกันเฉพาะชนเผ่าพื้นเมืองเท่านั้น

นั่นทำให้ต่อมา หลุยส์ ดิอาซ ในวัย 18 ปี ได้ติดโผเป็น 1 ใน 22 ขุนพลนักเตะของทีมโคลอมเบียเข้าร่วมลุยศึกฟุตบอลชิงแชมป์ชนเผ่าแห่งอเมริกาใต้ “Copa Americana de Pueblos Indígenas” เมื่อปี 2015 ที่ประเทศชิลิ ซึ่ง หลุยส์ ดิอาซ สวมปลอกแขนกัปตันทีม และสามารถพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะไปแพ้ต่อ ทีมปารากวัย 0-1

จากฟอร์มโดดเด่นของหลุยส์ ดิอาซ ในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว ทำให้ ดิอาซ ถูกดึงตัวเข้าสู่เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพกับสโมสร บาร์รานกีญ่า ทีมในลีกรองของโคลอมเบีย ทำให้หลุยส์ ดิอาซ ได้พัฒนาตัวเองในทุกด้าน ทั้งทักษะเชิงฟุตบอล และที่สำคัญคือเรื่องสภาพร่างกาย โดยขณะนั้นหลุยส์ ดิอาซ มีรูปร่างที่ผอมแห้ง เนื่องจากภาวะขาดสารอาหาร ซึ่งเป็นโรคประจำถิ่นของบรรดากลุ่มชนพื้นเมือง

ที่บาร์รานกีญ่า หลุยส์ ดิอาซถูกวางแผนให้เพิ่มน้ำหนักตัวถึง 10 กิโลกรัม และเมื่อบวกกับฝีเท้านักเตะที่จัดจ้านอยู่แล้ว ทำให้ หลุยส์ ดิอาซ โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมและถูกดึงตัวไปยังสโมสรที่ใหญ่ขึ้น นั่นคือ แอตเลติโก จูเนียร์ สโมสรในลีกสูงสุดของโคลอมเบีย ในปี 2017 ซึ่ง หลุยส์ ดิอาซ ยังคงโชว์ฟอร์มร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง จนฝีเท้านักเตะไปเข้าตา “แมวมอง” และกลายเป็นเป้าหมายของหลายสโมสรดังในยุโรป

และในที่สุด หลุยส์ ดิอาซ ก็ได้ออกมาลุยยุโรปกับ ทีม “ปอร์โต้” ยักษ์ใหญ่แห่งลีกโปรตุเกส ซึ่งทุ่มเงิน 7 ล้านยูโร ดึงตัว ดิอาซ ไปร่วมทีม เมื่อเดือนกรกฏาคม 2019 และ หลุยส์ ดิอาซ ก็ไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวอะไรมากมาย โดยสามารถงัดฟอร์มเก่งและกลายเป็นขวัญใจแฟนบอลทีมปอร์โต้ได้อย่างรวดเร็ว ––

โดยฤดูกาลแรกกับทีมปอร์โต้ 2019-20 หลุยส์ ดิอาซได้ลงเล่นถึง 50 นัด ยิงไป 14 ลูกในทุกรายการ และช่วยให้ ทีมปอร์โต้ คว้าแชมป์ลีกโปรตุเกสมาครอง จากนั้นในฤดูกาลต่อมา หลุยส์ ดิอาซ ยิงประตูไป 11 ลูกจาก 47 นัด จนมาถึงฤดูกาลนี้หลุยส์ ดิอาซ อยู่ในฟอร์มที่พีกสุดๆ หลังจากยิงประตูไปแล้วถึง 16 ลูกจาก 28 นัด

สำหรับ หลุยส์ ดิอาซ เป็นปีกที่มีความคล่องตัวสูง เล่นได้ดีทั้ง2เท้า และสามารถพาบอลแหวกทะลุทะลวงและจบสกอร์เองได้ด้วย โดยเหล่าบรรดากูรูลูกหนังมองว่า สไตล์การเล่นของดิอาซมีความคล้ายคลึงกับ เจดอน ซานโช่

และแน่นอนว่า ด้วยฝีเท้าและฟอร์มการเล่นที่พุ่งกระฉูดขนาดนี้ ทำให้ทีม ปอร์โต้ ดูจะเป็นสโมสรที่เล็กเกินไปสำหรับเขาแล้ว ซึ่งที่ผ่านมา หลุยส์ ดิอาซ ตกเป็นข่าวกับหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป และในที่สุดทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ยอดทีมแห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็เป็นทีมที่สามารถ กระชากตัวหลุยส์ ดิอาซ ไปเลื้อยในถิ่นแอนฟิลด์ได้ ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ ภายใต้เงื่อนไขสัญญา 5 ปีเป็นที่เรียบร้อย

ผลงานทีมชาติ

หลุยส์ ดิอาซ เริ่มจากการติดทีมชาติชุดยู-20 ก่อนจะมีชื่อติดทีมชาติโคลอมเบียชุดใหญ่ และได้ลงประเดิมสนามนัดแรก ในเกมอุ่นเครื่องที่เสมอกับทีมชาติ อาร์เจนตินา 0-0 เมื่อเดือนสิงหาคม 2018

หลังจากนั้น หลุยส์ ดิอาซ ได้ลงสนามรับใช้ชาติมาโดยตลอด กระทั่งมาระเบิดฟอร์มในศึกโคปา อเมริกา 2021 ซึ่ง ดิอาซ พาทีมโคลอมเบียเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนพ่ายจุดโทษ อาร์เจนตินา ตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย และมาชนะ เปรู 3-2 ในเกมนัดชิงอันดับ 3

อย่างไรก็ตามหลุยส์ ดิอาซ ได้ครองตำแหน่งดาวซัลโวร่วมกับ ลิโอเนล เมสซี่ หลังจากยิงประตูไป 4 ประตูเท่ากัน นอกจากนี้ ดิอาซ ยังติดโผทีมยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์อีกด้วย

 

นักเตะที่ไม่เคยท้อ สู้ไม่ถอย แม้จะมีแต่คนเกลียดชัง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง  

ราฮีม สเตอร์ลิ่ง   จากนักเตะที่ทั้งโดนดูถูก โดนด่า และความเกลียดชังจากแฟนบอล ต่างๆนา ๆ แต่ราฮีม สเตอร์ลิ่ง นั้นเป็นนักสู้ ที่ไม่ย้อท้อ สู้ๆทั้งๆที่มีแต่คนเกลียด แต่  ท่ามกลางความเกลียดชัง ราฮีม ก็รับใช้ชาติอังกฤษด้วยการยิง 15 ประตู กับอีก 10 แอสซิสต์ เป็นการตอบแทนแฟนบอล ที่เกลียดเขา

ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เป็นนักเตะที่เริ่มต้นการเล่นฟุตบอลในสโมสรระดับเยาวชนครั้งแรกเมื่อ  200-2010 เล่นกับทีม ควีนส์พาร์กเรนเจอส์ เป็นระยะเวลา 10 ปี และได้เข้าร่วมเล่นกับทีมลิเวอร์พูล เมื่อปี 2010-2012 เป็นระยะเวลา2ปี  หลังจากนั้นได้ก้าวเข้าสู่การเป็นนักเตะระดับสโมสรมืออาชีพในการเล่นกับสโมสรในลีกอังกฤษ กับสโมสรลิเวอร์พูล “หงส์แดง” เมื่อปี 2012-2015  โดยลงเล่นทั้งหมด 95 นัด จากนั้นไม่นานได้ย้ายทีมมาเล่นกับ ทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ เมื่อปี 2015และมีข้อกำหนดสัญญา 5 ปี  ซึ่งลงเล่นทั้งหมด 90 นัด เป็นนักเตะที่สร้างชื่อเสียงให้กับทีมและทักษะการเล่นเป็นที่ยอมรับและเป็นกลไกสำคัญของแมนเชสเตอร์ซิตี้

ราฮีม สเตอร์ลิ่ง   เริ่มต้นเข้าสู่การเล่นให้กับระดับชาติ เริ่มต้นเมื่อปี 2009-2010 ในรุ่นเยาวชนทีมชาติอังกฤษไม่เกิน 16 ปี ลงเล่น 9 นัด , ปี 2010-2011 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปี ลงเล่น 13 นัด , ปี 2012 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี เล่นเพียง1นัด , ปี 2012 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 21 ปี และก้าวเข้าสู่ทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ในปี 2012 โดยลงเล่นทั้งหมด 35 นัด จึงเป็นนักเตะทีมชาติอังกฤษที่หลายคนจับตามองในเวลานั้นเพราะว่ามีความรวดเร็วสูง

 

ราฮีม สเตอร์ลิ่ง กลายเป็นอีก1ในนักเตะที่ถูกพูดถึงมากในฤดูกาล 2018-2019 ด้วยฟอร์มการเล่นในสนามที่เรียกได้ว่า “ดีที่สุด” ของเขาตั้งแต่เริ่มเล่นฟุตบอลมา ไม่แปลกที่เขาจะมีชื่ออยู่ในแคนดิเดตผู้ที่จะได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลดังกล่าว แต่ก่อนที่ สเตอร์ลิ่ง จะก้าวขึ้นมาเป็นยอดแข้งของอังกฤษ จนมีชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศ เหมือนในปัจจุบัน คุณเชื่อหรือไม่ว่าถ้าหากเขาไม่ลุกขึ้นสู้เพื่อฝันของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ก็คงไม่เกิดขึ้น และนี่คือเรื่องราวของชายที่ไม่หยุดสู้เพื่อความฝันของเขา “ราฮีม สเตอร์ลิ่ง”

ระหว่างที่ ทีมลิเวอร์พูล และทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังขับเคี่ยวกันอย่างเมามันเพื่อหวังจะครอบครองแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2018-2019 ถ้าจะบอกว่านี่คือฤดูกาลที่ดีที่สุดของ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ก็คงยากที่จะมีใครมาโต้แย้ง และในขณะที่ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง กำลังเล่นถวายหัวพลีกายถวายชีพให้กับทีมเรือใบสีฟ้า เขาหารู้ไม่ว่าลูกสาวตัวเล็กของเขากำลังร้องเพลงเชียร์ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ แบบสุดฤทธิ์สุดเหวี่ยง

ใช่แล้ว เจ้าสเตอร์ลิ่งตัวเล็กเป็นแฟนทีมลิเวอร์พูล ตัวยง ท่าทางดีใจเหล่านั้นทำให้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง นึกถึงตัวเขาในวัยเด็ก เธอเหมือนผมตอนเด็ก ๆ จริง ๆ ยิ่งถ้าคุณไม่รู้จักเธอ เธอจะไม่มีวันปริปากพูดกับคุณเด็ดขาด คุณต้องทำให้เธอเชื่อใจให้ได้เสียก่อน”

ราฮีม สเตอร์ลิ่ง กับลูก

ในช่วงชีวิตวัยเด็กของ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ก็เหมือนกับเด็กอพยพจากแอฟริกาคนอื่น ๆ ก้าวทุกก้าวเต็มไปด้วยความลำบากและไร้ซึ่งอนาคตอย่างสิ้นเชิง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง รับรู้การสูญเสียพ่อตั้งแต่อายุได้เพียง2ขวบ มิหนำซ้ำไม่นานหลังจากนั้นแม่ของเขาก็ได้ทิ้งเขากับพี่สาวไว้ที่จาไมก้า ก่อนจะมุ่งตรงไปอังกฤษเพื่อศึกษาต่อโดยหวังว่านี่จะเป็นหนทางที่ทำให้ชีวิตของครอบครัวดีขึ้น แน่นอนเด็กวัย2ขวบไม่มีทางรับรู้เจตนานั้น เขาได้แต่ร้องไห้และตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไม ทำไมแม่ถึงต้องทิ้งเราไป

“และพอผมอายุได้2ขวบ  ซึ่งพ่อถูกยิงตาย เรื่องนี้มันมีอิทธิพลต่อชีวิตของผมมาตลอดและไม่นานจากนั้นแม่ผมก็มาตัดสินใจทิ้งเราไว้กับคุณยายที่คิงส์ตัน แม่ไปอังกฤษเพื่อเรียนและหวังว่าสิ่งนั้นจะทำให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้น ผมยังคงจำได้เสมอเลยว่าตอนที่ผมมองไปเห็นเด็กคนอื่นๆที่เดินกับแม่ของตัวเอง ตอนนั้นผมอิจฉาและไม่เคยเข้าใจว่าทำไมแม่ถึงทิ้งเราให้อยู่กับยาย”

แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่โชคดีเหลือเกินที่เขามีเพื่อนสนิทที่คอยค้ำจุนเขาจากความผิดหวังต่าง ๆ ในชีวิต เพื่อนคนนั้นของ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง คือฟุตบอล

“และขอขอบคุณพระเจ้าที่ให้ผมมีลูกฟุตบอลอยู่ข้าง ๆ ผมยังจำได้เสมอถ้าตอนที่ฝนตก เด็กๆทุกคนจะวิ่งออกมาเพื่อไปเล่นฟุตบอลในท่ามกลางทีมีแอ่งน้ำ รอบตัว นับว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของผม มันเป็นภาพที่ผมนึกถึงจาไมก้า ภาพที่ทุกคนออกมาเตะฟุตบอลท่ามกลางสายฝน มันสนุกมาก”

แต่แล้วชีวิตของเขาก็ต้องเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ในวัย5ขวบ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ย้ายมาอยู่ลอนดอนกับแม่และพี่สาว ทันทีที่เท้าของ สเตอร์ลิ่ง แตะแผ่นดินอังกฤษ เขารับรู้ได้ทันทีว่าที่นี่ไม่เหมือนกับบ้านเกิดของเขาเลย แม้ลอนดอนจะฝนตกอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่มีใครคิดจะออกมาเตะฟุตบอลกลางสายฝนเหมือนที่จาไมก้า

“มันเป็นช่วงเวลาที่ยากเพราะวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศช่างต่างกันเหลือเกิน”

ลอนดอน เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูง แน่นอนการมาของ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และพี่สาว ยิ่งทำให้แม่ของเขาต้องดิ้นรนมากขึ้นไปอีก ตอนนั้นชีวิตของพวกเขาแสนจะลำบาก ขนาดจะเรียกว่าเป็นพวกหาเช้ากินค่ำก็ยังไม่ได้เลย เพราะบางวันถึงขั้นต้องอดอาหารเพราะไม่มีเงินไปซื้ออาหาร แต่แม้จะลำบากขนาดไหนแม่ของ สเตอร์ลิ่ง ก็ไม่เคยย้อท้อต่อการเรียน เธอยังคงมีปณิธานชัดเจนที่ว่า ปริญญาจะทำให้ชีวิตของครอบครัวดีขึ้น นั่นจึงทำให้เธอต้องหอบลูกทั้งสองติดสอยห้อยตามเธอไปทำงานที่โรงแรมต่าง ๆ เสมอ

ช่วงสมัยเรียนประถมกลายเป็นช่วงที่สร้างความลำบากใจให้กับ สเตอร์ลิ่ง มากที่สุด เด็กตัวเล็ก ๆ ที่ต้องจากบ้านเกิดและต้องเผชิญหน้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่าง แน่นอนปัจจัยเหล่านี้ทำให้ สเตอร์ลิ่ง มีพฤติกรรมที่ต่อต้านกับทุกสิ่งไม่เว้นแม้แต่แม่ของตัวเอง และจากความดื้อรั้นนั้นทำให้ สเตอร์ลิ่ง ถูกบีบให้ออกจากโรงเรียน

ปีต่อมา สเตอร์ลิ่ง ได้เรียนในโรงเรียนที่ใหญ่ขึ้น และเขาได้พบกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตหลังได้รู้จักกับชายที่ชื่อว่า ไคฟ์ เอลลิงตัน ชายผู้เป็นคนที่คอยให้คำปรึกษาแก่เด็กที่ไร้พ่อ เอลลิงตัน กลายเป็นคนที่เขาไว้ใจและพร้อมที่จะเปิดอกคุยได้ในทุกเรื่อง มีวันหนึ่ง เอลลิงตัน ตัดสินใจถาม สเตอร์ลิ่งว่า “สิ่งที่เขารักที่จะทำคืออะไร ?” ใช่แล้วนี่ดูเหมือนเป็นคำถามง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็คงตอบได้แต่สำหรับ สเตอร์ลิ่ง สิ่งที่เขาตอบกลับไปในวันนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความฝันทั้งหมด

“ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคิดถึงมันมาก่อนเลย ผมไม่รู้ว่าตัวเองรักที่จะทำอะไร ณ จุดนั้นผมชอบเล่นฟุตบอลข้างถนน ผมเลยตอบกลับเขาไปแบบนั้น”

“ดีเลย ฉันมีทีมเล็ก ๆ ที่จะเล่นทุกวันอาทิตย์ ทำไมนายไม่ลองมาเล่นกับเราดูล่ะ” ประโยคนี้ของ เอลลิงตัน กลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเด็กคนหนึ่ง ตั้งแต่นั้น สเตอร์ลิ่ง ก็หลงใหลในการเล่นฟุตบอล และตอนที่เขาอายุได้เพียงสิบขวบ แมวมองจากทีมใหญ่ ๆ ในลอนดอน ล้วนต้องมาชมฝีเท้าในการเล่นฟุตบอลของเขา ตอนนั้นทั้งฟูแลม และ อาร์เซนอล ต่างต้องการตัวเขาไปร่วมทีมเยาวชนโดยเฉพาะอาร์เซนอล ที่ถือเป็นทีมอันดับต้น ๆ ของประเทศ แน่นอนถ้าคุณเป็น สเตอร์ลิ่ง คุณคงไม่รอช้าที่จะตอบตกลงกลับไปแน่นอน แต่ สเตอร์ลิ่ง กลับไม่ได้ทำแบบนั้น แม้ใจของเขาจะอยากทำมันมากแค่ไหนก็ตาม

“แม่คือคนที่เอาตัวรอดเก่งที่สุดที่ผมเคยรู้จัก วันหนึ่งแม่เดินมานั่งข้างผมและพูดว่า ‘ฟังนะแม่รักแก แต่แม่มีความรู้สึกว่าแกไม่ควรไปอาร์เซนอล’ ผมกระอักกระอ่วนในทันที แต่แม่ก็มาพร้อมกับเหตุผลที่ผมไม่อาจละเลยได้ ‘’ถ้าแกไปที่นั่น แกจะไปอยู่ในที่ที่มีคนเก่งพอ ๆ กับแกกว่าห้าสิบคน แกต้องไปที่ไหนก็ได้ที่จะทำให้แกสามารถยกระดับตัวเองได้”

สุดท้าย สเตอร์ลิ่ง กลายเป็นนักเตะเยาวชนของทีมควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ซึ่งเขาเชื่อว่านี่คือการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิต ในช่วงเวลากว่าเจ็ดปีในฐานะนักเตะเยาวชนของทีมควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส เขาได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวอย่างดี โดยเฉพาะพี่สาวของเขาที่เสียสละทุกอย่างเพื่อแค่ไปรับไปส่งเขา

“แม่ต้องทำงานหนักตลอด แต่ท่านก็ไม่เคยทิ้งให้ผมไปซ้อมคนเดียว พี่สาวผมจะไปเฝ้าและรอรับผมที่สนามซ้อมใกล้ ๆ สนามบินฮีทโธรว์เสมอ และในแต่ละวันก็ต้องใช้เวลากว่าแปดชั่วโมงเพื่อที่จะกลับบ้าน คุณลองจินตนาการถึงเด็กผู้หญิงอายุ 17 ที่ทำแบบนี้ทุกวันเพื่อน้องชายของตัวเอง ผมไม่เคยเห็นเธอบ่นทำนองว่า ไม่เอาอะ ฉันไม่อยากไปรับเขา เลยแม้แต่ครั้งเดียว ตอนแรกผมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเธอถึงเสียสละเพื่อผมมากขนาดนี้ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าถ้าไม่มีพวกเขา ผมก็คงไม่มีวันนี้”

 

ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือโชคชะตาที่หลังบ้านของ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง สามารถมองออกไปเห็นสนามเวมบลีย์ได้ และยามที่เสาโค้งขึ้นสูงสุดมันแทบไม่ต่างกับภูเขาลูกโตที่ทอดผ่านมายังเขา แน่นอนเขาฝันเหมือนเด็กอังกฤษทุกคนที่วันหนึ่งจะได้ไปเล่นที่นั่น แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจความฝันนี้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง มักจะเหม่อลอยในเวลาเรียนเสมอจนทำให้ครูของเขาต้องคอยเบรกความเพ้อฝันนี้

“ไม่มีใครที่เชื่อความฝันของผมเท่าไหร่ และมีครูคนหนึ่งตอนผมอายุ14 ผมไม่ฟังเขาสอนเลย จนครูตะโกนถามผมว่า ‘ราฮีม เกิดอะไรขึ้นกับเธอ เธอคิดว่าฟุตบอลจะเป็นเป้าหมายสุดท้ายของเธอเหรอ? เธอรู้รึเปล่าว่ามีเด็กอีกเป็นล้าน ๆ ที่อยากเป็นนักฟุตบอล แล้วอะไรที่ทำให้เธอคิดว่าตัวเองนั้นพิเศษกว่าคนอื่น’ ตอนนั้นผมไม่ค่อยจะโอเคเท่าไหร่ แต่ก็คิดในใจว่า โอเคเดี๋ยวมาคอยดูกัน”

2เดือนต่อมา ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ตอกหน้าครูคนดังกล่าวแหกชนิดหมอไม่รับเย็บ ยันฮีไม่รับเคสเลยทีเดียว เขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษชุด U-16s ก่อนจะเป็นฮีโร่ยิง2ประตูใส่ทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ สร้างชื่อให้ตัวเองเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ “ตอนนั้นผมได้ออกทีวีทุกช่อง ทุกคนเห็นความฝันที่เป็นจริงของผม และวันรุ่งขึ้นที่ผมไปโรงเรียนครูคนนั้น (ที่เคยสบประมาทเขา) กลายเป็นคนสนิทอีกคนหนึ่งของผมไปเลย สเตอร์ลิ่ง ยกระดับการเล่นของตัวเองชนิดก้าวกระโดด และในวันที่เขามีอายุได้15ปี ลิเวอร์พูล ทีมยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีกก็ได้เซ็นสัญญากับเขา ก่อนสุดท้ายดาวเตะรายนี้จะสามารถแจ้งเกิดได้สำเร็จในยุคของกุนซือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

 

ที่ลิเวอร์พูล สโมสรจับ สเตอร์ลิ่ง ไปอยู่กับคุณลุงแก่ ๆ ที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่ยุค 70s สเตอร์ลิ่ง ได้รับการดูแลไม่ต่างกับเป็นหลานชายแท้ ๆ ในทุก ๆ เช้าบนโต๊ะอาหารในห้องครัวจะมีเบค่อน บัตตี้ วางรอ สเตอร์ลิ่ง อยู่เสมอ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นดูเอื้อต่อพัฒนาการของเขา ที่นี่ทำให้เขาสงบและได้โฟกัสกับฟุตบอลจริง ๆ

สเตอร์ลิ่ง อยู่กับยอดทีมจากเมอร์ซีไซด์นาน 5 ปีเต็ม ก่อนจะปฏิเสธสัญญาฉบับใหม่ที่ทางลิเวอร์พูลยื่นให้ สุดท้ายเขาตัดสินใจย้ายออกจากถิ่นแอนฟิลด์ และมุ่งตรงไปยังเมืองแมนเชสเตอร์ เพื่อร่วมงานกับ เป๊ป กวาดิโอล่า ที่ ซิตี้ ตอนนั้นเขาถูกตราหน้าว่าเป็นพวกหน้าเงิน อกตัญญูกับสโมสรที่ปลุกปั้นเขามา แม้สื่อจะจ้องเล่นงานเขาอยู่เสมอก็ตาม แต่สุดท้ายราฮีม สเตอร์ลิ่ง ทำได้เพียงแค่ก้มหน้าทำหน้าที่ของเขาต่อไปให้ดีที่สุด

“สื่อชอบบอกว่าผมเนี่ย ชอบแสงสี ชอบเพชร เป็นคนชอบโชว์โน่นนี่ ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าสิ่งเหล่านี้มาจากไหน มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ที่จะมีบางคนเกลียดในสิ่งที่เขาไม่รู้จริง ๆ ด้วยซ้ำ”

ณ ตอนนี้ สเตอร์ลิ่งอยู่ในจุดที่เขามีความสุขที่สุด นอกจากฟอร์มการเล่นในสนามจะเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของเขาแล้ว แน่นอนสิ่งสำคัญกว่าสำหรับเขาคือการทำให้แม่และพี่สาวมีชีวิตที่ดี เรื่องราวของ สเตอร์ลิ่ง สะท้อนให้เราเห็นว่าจากเด็กที่ไม่มีอะไรเลย เขาสามารถมีทุกอย่างในวันนี้ได้ จากการลงมือทำความฝันของตัวเอง

“วันที่ผมซื้อบ้านให้กับแม่ นั่นคือวันที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต ก่อนหน้านี้ในชีวิตครอบครัวเราต้องย้ายบ้านบ่อยครั้ง เพราะเราไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า ตอนนั้นผมไม่ค่อยคิดถึงมันมาก คิดแค่ว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วถึงความรู้สึกของเธอ ที่ต้องผ่านความยากลำบาก ถ้าคนอยากจะเขียนถึงห้องน้ำสุดหรูที่บ้านแม่ผม ผมอยากจะบอกเขาว่าเมื่อ 15 ปีที่แล้ว พวกเราเคยล้างห้องน้ำอยู่ที่สโตนบริดจ์และต้องกินอาหารเช้าจากตู้ขนมหยอดเหรียญ ถ้าใครสักคนสมควรจะได้มีความสุข คนคนนั้นก็คงเป็นแม่ผมเนี่ยแหละ เธอมายังประเทศนี้แบบไม่มีอะไรเลย แต่สุดท้ายเธอเรียนจบและส่งลูกเป็นนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษได้สำเร็จ”

 

 

ทีมชาติ อียิปต์ทำไม่สำเร็จหลังพลาดท่าแพ้ยิงจุดโทษ  ทำให้ทีมชาติเซเนกัล ซิวตั๋วลุยบอลโลกรอบสุดท้ายได้สำเร็จ

สนาม : เดียเนียดิโอ โอลิมปิก สเตเดี้ยม

และแล้วทีมชาติเซเนกัล”สิงโตแห่งเทือกเขาเตรังก้า” ก็ทำได้สามารถทำผลงานได้ตามเป้าผ่านเข้ารอบสุดท้ายไปเล่นฟุตบอลโลกได้สำเร็จ หลังเปิดบ้านเชือดทีมชาติ อียิปต์ 1-0 (รวมผล2นัดเสมอ 1-1) ต้องต่อเวลาพิเศษแต่ก็ไม่มีประตูเพิ่ม สุดท้ายเป็น ทีมชาติเซเนกัล แม่นกว่าดวลจุดโทษชนะ 3-1 ซิวตั๋วไปเล่นฟุตบอลโลกสำเร็จ โดยจะมีการจับสลากแบ่งกลุ่ม รอบสุดท้ายประเทศ ที่กาตาร์ ในวันศุกร์ที่ 1 เมษายนนี้

กุนซือ  อาลิอู ซิสเซ่  ของทีมชาติเซเนกัล หรือ”สิงโตแห่งเทือกเขาเตรังก้า”  ซึ่งนัดแรกออกไปพ่ายทีมชาติ อียิปต์ก่อน โดนถอนแค้นนัดชิงดำแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ ที่แคเมอรูน แต่หากหวังพลิกเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก ครั้งที่3 ในประวัติศาสตร์จากสร้างเซอร์ไพรส์ ทะลุเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่เกาหลีใต้-ญี่ปุ่นปี 2002 และตกรอบแบ่งกลุ่มปี 2018 สุดเจ็บปวดแต้มแฟร์เพลย์เป็นรองทีมชาติ ญี่ปุ่น

กุนซือ การ์ลอส เคยรอซ ขุนพลมัมมี่เหลืออีกก้าวเดียวจะตีตั๋วตะลุยเวิลด์ คัพ รอบสุดท้าย ครั้งที่ 4 ประวัติศาสตร์ถัดจากปี 1934, 1990 และล่าสุด 2018 โดยจากเกมแรกตุนประตูชนะมา 1-0 เมื่อคืนวันศุกร์ที่แล้ว แก้มือจากดวลจุดโทษเสียท่า เซเนกัล นัดชิงศึก แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์

โดยเกมเปิดฉากครึ่งแรกเพียง 3 นาทีทีมชาติเซเนกัล “สิงโตแห่งเทือกเขาเตรังก้า”  สามารถทะยานออกขึ้นนำ ก่อน1-0 อย่างรวดเร็วจากลูกฟรีคิกริมเขตโทษฝั่งซ้าย อิดริสซ่า กาน่า เกย์ ยกบอลโค้งไปเสาไกลติดหัวผู้เล่น ทีมอียิปต์ โหม่งสกัดไม่ดีบอลย้อนมาหน้ากรอบ 6 หลาถึง บูลาย เดียร์ ทิ่มบอลลอดขา โมฮาเหม็ด เอลเชนาวี่ ตุงตาข่าย

เข้านาทีที่ 14 ทีมอียิปต์ พยายามตั้งเกมฮึดสู้ โมฮาเหม็ด เอลเชนาวี่ เปิดบอลยาวขึ้นมาถึง โอมาร์ มาร์มุช โฉบมาเก็บบอลได้แล้วดีดบอลย้อนตั้งให้ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ ยิงซัดด้วยขวาตามน้ำหน้าเขตโทษแต่บอลเหินข้ามคานออกหลังไป

มาถึงนาทีที่ 24 จากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้าย ซาดิโอ มาเน่ จ่ายบอลขวางสนามโค้งเข้าเขตโทษมาหน้ากรอบ 6 หลาเข้าหัว ป๊าป อาบู ซิสเซ่ สอดมาโหม่งแต่โดนไม่ดี บอลย้อยข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย

30 นาทีผ่านไปทีมชาติ เซเนกัล ทำเกมได้ดีกว่าขึงเกมรุกตามเสียงแฟนบอลแต่เจาะเข้าเขตโทษฝั่งอียิปต์ ยากเลยต้องสลับมายิงไกลได้เสียวจาก อิดริสซ่า กาน่า เกย์ และ อิสไมล่า ซาร์ แต่ก็ยังไม่สามารถผ่านมือนายประตู โมฮาเหม็ด เอลเชนาวี่

เกมหมดครึ่งเวลาแรก เซเนกัล 1 อียิปต์ 0

มาถึงนาทีที่ 53 ทีมเซเนกัล เกือบได้จุดโทษ บูลาย เดียร์ โชว์ลีลาแหวกเข้าเขตโทษหมุนเข้ากรอบ 6 หลาก่อนโดน อิมัม อาชูร์ ตามมาสกัดร่วงลงไปโชคไม่ดี ผู้ตัดสิน ไม่เป่าให้แถมไม่มีสัญณานจากห้อง VAR

65 นาทีผ่านไปรูปเกมค่อนข้างอึดอัดจังหวะยิงประตูมีน้อย เจ้าถิ่นเซเนกัล ได้เสียวจากฟรีคิกระยะอันตรายหน้าเขตโทษฝั่งซ้าย อิดริสซ่า กาน่า เกย์ วิ่งมาปั่นด้วยขวาบอลโค้งข้ามกำแพงแล้วเหินข้ามคานออกไปนิดเดียว

มาสู่นาทีที่70 อียิปต์ เกือบได้ประตูจากจังหวะทางริมเส้นฝั่งขวา โมฮาเหม็ด ซาลาห์ โยกได้ช่องแล้วหยอดเข้าเขตโทษให้ ซิโก้ ตัวสำรอง ลอยตัวมาโหม่งเปลี่ยนทางผ่านหน้า เอดูอาร์ เมนดี้ เฉี่ยวเสาแรกออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย

ก่อนหมดเวลา 15 นาทีทีม “มัมมี่” พลาดโอกาสทองเป็นประตูเมื่อ ซิโก้ พาบอลเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายแล้วแตะลอดขาแนวรับ ทีมเซเนกัล ได้ช่องตั้งป้อมบรรจงยิงซัด  หน้ากรอบ 6 หลาแต่ยิงไม่ดีหลุดเสาแรกไปอย่างเหลือเชื่อ

เข้าสู่ท้ายเกมนาทีที่ 83 แฟนบอล เซเนกัล หวิดได้เฮเมื่อ ซาดิโอ มาเน่ เก็บบอลทางฝั่งซ้ายแล้วแทงเร็วเข้าช่องให้ อิสไมล่า ซาร์ หลุดกับดักล้ำหน้าแล้วเกี่ยวบอลเข้าเขตโทษก่อนยกหนี โมฮาเหม็ด เอลเชนาวี่ หลุดเสาไปไกลอย่างน่าผิดหวัง

หลังจากนั้นไม่มีทีมไหนได้ประตูเพิ่ม จบเกม ทีมเซเนกัล 1 ทีมอียิปต์ 0 (รวมผล2นัด 1-1) ต้องต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที

เข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษล่วงเลยมาถึงนาทีที่ 120 เป็น ทีม”สิงโตแห่งเทือกเขาเตรังก้า” ทำเกมได้ดีกว่าเกือบได้เฮหลายครั้งทั้งจากจังหวะยิงของ อิสไมล่า ซาร์ และ ป๊าป อาบู ซิสเซ่ แต่ต้องชม นายประตูโมฮาเหม็ด เอลเชนาวี่ ที่เหนียวหนึบเซฟป้องกันไว้ได้หมด สุดท้ายไม่มีประตูเพิ่มต้องไปลุ้นต่อในการดวลลูก จุดโทษ

และเป็นทีม เซเนกัล ทำได้ดีกว่า แม่นโทษชนะ อียิปต์ไปด้วยประตู 3-1 ตีตั๋วเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายสำเร็จ โดยจะมีการจับสลากแบ่งกลุ่ม ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ที่กาตาร์ ในวันศุกร์ที่ 1 เมษายนนี้

สรุปผลการยิงจุดโทษ

 ทีมชาติเซเนกัล ทีมชาติอียิปต์
คาลิดู คูลิบาลี่ (ไม่เข้า) โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ไม่เข้า)
ซาลิอู ซิสส์ (ไม่เข้า) ซิโก้ (ไม่เข้า)
อิสไมล่า ซาร์ (เข้า) อาเมอร์ อัล-ซูลายา (เข้า)
บัมบา เดียง (เข้า) มอสตาฟา โมฮาเหม็ด (ไม่เข้า)
ซาดิโอ มาเน่ (เข้า)  –

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนามตัวจริง

   ทีมชาติ เซเนกัล เล่นระบบ(4-2-3-1) : เอดูอาร์ เมนดี้ – ยุสซุฟ ซาบาลี, คาลิดู คูลิบาลี่, ป๊าป อาบู ซิสเซ่, ซาลิอู ซิสส์ – น็องปาลิส เมนดี้ (เชกู กูยาเต้ น.80), อิดริสซ่า กาน่า เกย์ (ป๊าป ซาร์ น.114) – บูน่า ซาร์ (บัมบา เดียง น.68), ซาดิโอ มาเน่, อิสไมล่า ซาร์ – บูลาย เดียร์ (ปาป แกย์ น.81)

กุนซือเซเนกัล : อาลิอู ซิสเซ่

ทีมชาติ อียิปต์ เล่นระบบ(4-3-3) : โมฮาเหม็ด เอลเชนาวี่ – โอมาร์ กาเบอร์ (อิมัม อาชูร์ น.36), รามี่ ราเบีย (อัยมาน อัชราฟ น.29), ยาสเซอร์ อิบราฮิม, อาห์เหม็ด ฟาตูห์ – ฮัมดี้ ฟาธี (มาห์มูด อัลลา น.118), โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ (นาบิล เอหมัด น.70), อัมโร เอลซูเลีย – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โอมาร์ มาร์มุช (มอสตาฟา โมฮาเหม็ด น.70), เทรเซเก้ต์ (ซิโก้ น.70)

กุนซืออียิปต์ : การ์ลอส เคยรอซ

 

 

“อุ้ม” ธีราทร นำทัพ รวมถึงพลพรรคแข้งชุดแชมป์ซูซูกิ คัพ 2022อุ่นเครื่องฟีฟ่าเดย์นัดแรกฟาดกับทีมชาติเนปาล

การแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องตามปฏิทินฟีฟ่าเดย์ ประจำวันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม 2565 ที่สนามชลบุรี สเตเดี้ยม เวลา 19.00 น.โดยทีมช้างศึก ชุดใหญ่ จัดทัพผสมอุ่นแข้งฟีฟ่าเดย์เกมแรกดวลกับทีมชาติเนปาล ซึ่งนำโดยกัปตันทีมชาติไทย “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน รวมถึงพลพรรคแข้งชุดแชมป์ซูซูกิ คัพ 2022 อาทิ มานูเอล ทอมเบียรห์,ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์,วีระเทพ ป้อมพันธุ์, สุภโชค สารชาติ ฯลฯ และมี ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา พร้อมลงล่าประตูก่อน ในขณะที่บรรดาแข้งนักเตะหน้าใหม่ อาทิ เลอสันต์ เทียมราช,  วิศรุต อิ่มอุระ, เฉลิมศักดิ์ อักขี.เชาว์วัฒน์ วีระชาติ พร้อมเป็นตัวเลือกบนม้านั่งสำรองไปก่อนโดยช่อง AIS PLAY และช่อง ไทยรัฐทีวี 32 ถ่ายทอดสดให้แฟนบอลไทยรับชมเวลา 1 ทุ่มตรง

โดยการแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องตามปฏิทินฟีฟ่าเดย์ ประจำวันพฤหัสบดีที่ 24มีนาคม2565 ที่สนามชลบุรี สเตเดี้ยม เวลา 19.00 น. เป็นการพบกันระหว่าง ทีมชาติไทย ทีมอันดับ 112 ของโลก ลงสนามพบกับ ทีมชาติเนปาล ทีมอันดับ 167 ของโลก ยิงสดทางช่อง AIS PLAY และช่อง ไทยรัฐทีวี 32 โดยเกมนี้เป็นเกมระดับ FIFA International “A” Match มีการคิดคะแนนฟีฟ่า แรงกิ้ง ด้วย

โดยความพร้อมของ ทีมชาติไทย ภายใต้การคุมทีมของโค้ช “มาโน่ โพลกิ้ง” โดยมี “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ เป็นผู้จัดการทีม ถือเป็นแมตช์ที่ได้เล่นในบ้านเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ต่อจากเกมล่าสุดที่เปิดบ้านชนะ ยูเออี 2-1 ในฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 วันที่ 15 ตุลาคม2562 ที่สนามกีฬามหาวิทยาธรรมศาสตร์ รังสิต

โดยเกมนี้คาดว่า โค้ชมาโน่ โพลกิ้ง จะยังใช้กำลังตัวหลักชุดที่ได้แชมป์AFF ซูซูกิ คัพ 2020 ที่ผ่านมา พร้อมผสมกับนักเตะใหม่ นำทัพโดย “อุ้ม”  ธีราทร บุญมาทัน ที่ได้รับเลือกให้เป็นกัปตันทีมในชุดนี้, ส่วน วีระเทพ ป้อมพันธุ์ กองกลางที่โชว์ผลงานการจ่ายบอลได้ยอดเยี่ยมในลีก  ส่วนกองหน้า ศุภชัย ใจเด็ด ที่ถอนตัวไปแต่ก็ยังมี ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา และ อดิศักดิ์ ไกรษร ที่ยังพร้อมเป็นตัวเลือกทำประตูเช่นกัน

สำหรับ  ผู้เล่นของทีมชาติไทย ที่คาดว่าจะลงสนามเป็น 11ตัวจริง ประกอบด้วย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน (ผู้รักษาประตู), มานูเอล ทอมเบียรห์,   ธีราทร บุญมาทัน,พรรษา เหมวิบูลย์,นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม, วีระเทพ ป้อมพันธุ์, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ, บดินทร์ ผาลา,สุภโชค สารชาติ, ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา

ส่วนคู่แข่งทีมชาติเนปาล ที่มี “อับดุลลาห์ อัลมูตัลรี่” กุนซือชาวคูเวตวัย 40 ปี ที่คุมทัพ ได้ขน 25 นักเตะเดินทางมายังประเทศไทย เพื่ออุ่นเครื่อง 2 เกมกับทีม “ช้างศึก” และสโมสรชลบุรี เอฟซี โดยทีมชุดนี้เป็นการผสมผสานระหว่างนักเตะหน้าใหม่ และหน้าเก่า ซึ่งนักเตะที่น่าจับตามองชุดนี้คือ อายุช กาลาน ดาวเตะดาวรุ่งวัย 18 ปี ที่ลงสนามให้ทีมชาติเนปาลไปแล้ว 7 นัด ยิงไป 2 ประตู

โดยทีมชาติเนปาล เพิ่งลงอุ่นเครื่องไป 2 เกมในปี 2022 พบกับ ทีมชาติมอริเชียส ทีมอันดับ 176 ของโลก ซึ่งเป็นทีมในโซนทวีปแอฟริกาตะวันออก เมื่อวันที่ 9 มกราคม2565 และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 ที่สนามดาซาราธ รังกาซาลา สเตเดี้ยม ในประเทศเนปาล โดยเนปาล สามารถเอาชนะได้ด้วยประตู 1-0 ทั้ง2เกม

และนอกจากนี้ทีมชาติเนปาล กำลังอยู่ในช่วงมั่นอกมั่นใจ หลังจากที่ อับดุลลาห์ อัลมูตัลรี่ เพิ่งพาทีมสร้างประวัติศาสตร์ ทะลุผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศรายการชิงแชมป์เอเชียใต้ 2021 เป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่าพวกเขาจะแพ้ให้กับ ทีมชาติอินเดีย 0-3 ก็ตาม

โดยสถิติการเจอกันครั้งล่าสุดระหว่าง ทีมชาติไทย พบกับ ทีมชาติเนปาล ต้องย้อนไปเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ในเกมอุ่นเครื่องโดยทีมชาติไทย ชนะ 7-0

สถิติ 5 เกมหลังสุดของทั้ง2ทีม

 ทีมชาติไทย
วันที่ 1 มกราคม2565 – เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 รอบชิงชนะเลิศ นัดสอง ที่สิงคโปร์ – ไทย เสมอ อินโดนีเซีย 2-2
วันที่ 29 ธันวาคม2564 – เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 รอบชิงชนะเลิศ นัดแรก ที่สิงคโปร์ – ไทย ชนะ อินโดนีเซีย 4-0
วันที่ 26 ธันวาคม2564 – เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 รอบ 4 ทีม นัดสอง ที่สิงคโปร์ – ไทย เสมอ เวียดนาม 0-0
วันที่ 23 ธันวาคม2564 – เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 รอบ 4 ทีม นัดแรก ที่สิงคโปร์ – ไทย ชนะ เวียดนาม 2-0
วันที่ 18 ธันวาคม2564 – เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 รอบแบ่งกลุ่ม ที่สิงคโปร์ – ไทย ชนะ สิงคโปร์ 2-0

 ทีมชาติเนปาล
วันที่ 1 กุมภาพันธ์2565 – อุ่นเครื่อง – ชนะ มอริเชียส 1-0 (เหย้า)
วันที่ 9 มกราคม2565 – อุ่นเครื่อง – ชนะ มอริเชียส 1-0 (เหย้า)
วันที่ 16 ตุลาคม2564 – เอสเอเอฟเอฟ แชมเปี้ยนส์ชิพ 2021 รอบชิงชนะเลิศ ที่มัลดีฟส์ – แพ้ อินเดีย 0-3
วันที่ 13 ตุลาคม2564  – เอสเอเอฟเอฟ แชมเปี้ยนส์ชิพ 2021 รอบแบ่งกลุ่ม ที่มัลดีฟส์ – เสมอ บังกลาเทศ 1-1
วันที่ 10 ตุลาคม2564  – เอสเอเอฟเอฟ แชมเปี้ยนส์ชิพ 2021 รอบแบ่งกลุ่ม ที่มัลดีฟส์ – แพ้ อินเดีย 0-1

 

 

ทีม”ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ร่วงพ่ายทีม แดกู เอฟซี ที่ยิงประตูตีเสมอวินาทีสุดท้ายและมาชนะดวลจุดโทษ 

 

ผลฟุตบอล AFC แชมเปี้ยนส์ลีก 2022 รอบเพลย์ออฟ
  วันอังคารที่ 15 มีนาคม 2565
แดกู เอฟซี 0-0 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

(ช่วงต่อเวลาพิเศษเสมอกัน 1-1)

แดกู เอฟซี ชนะจุดโทษ บุรีรัมย์ 3-2

ในศึกฟุตบอล AFC แชมเปี้ยนส์ลีก 2022 รอบเพลย์ออฟ  โจนาธาน โบลินกี้ ยิงให้ ทีมบุรีรัมย์ นำในนาที 120 แต่ เซซินญ่า ยิงคืนให้ ทีม แดกู เอฟซี ตามมาตีเสมอแบบสุดดราม่าในวินาทีสุดท้าย จึงต้องยิงจุดโทษตัดสิน ผลปรากฏว่าทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด  จากประเทศไทย พ่ายทีม แดกู เอฟซี 2-3 ส่งผลให้ทีมดังจากเคลีก ทะลุเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มต่อไป ร่วมสายกับ ซานตงฯ, อุราวะ เร้ดส์ และ ไลออน ซิตี้

การแข่งขันฟุตบอล AFC แชมเปี้ยนส์ ลีก  2022 รอบเพลย์ออฟ เมื่อที่ 15 มีนาคม 2565 ที่สนาม ฟอเรสต์ อารีนา เมืองแดกู ประเทศเกาหลีใต้ ตัวแทนจากประเทศไทย “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จ่าฝูงไทยลีก ยกทัพบินลัดฟ้าออกไปเยือนทีม แดกู เอฟซี

เปิดเกมมาครึ่งแรกในนาทีที่ 4 ไมคอน มาร์เกวซ ได้ทดลองยิงระยะไกล นอกกรอบเขตโทษ ไปทางเสาสอง โดน โอ ซองฮุน นายประตูบินปัดบอลออกหลังไปได้

ต่อมาในนาทีที่ 6  โอกาสลุ้นประตูของทีม แดกู เอฟซี เจ้าบ้านอีกครั้ง จากจังหวะที่  โก เจยอน หลุดเข้าใกล้เขตโทษ พยายามยกบอลข้ามหัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน แต่นายประตูบุรีรัมย์สามารถบินปัดบอลออกไปได้

นาทีที่ 11  เป็นทางทีม”ปราสาทสายฟ้า”   ที่ได้ลุ้นบ้าง จากจังหวะที่ ศุภชัย ใจเด็ด ตัดบอลจากคู่แข่งได้และพาบอล หลุดเข้ามาในเขตโทษ เปิดบอลเข้าไปที่จุดนัดพบ แต่โบลินกิ เข้าชาร์จบอลไม่ทัน ทำให้บุรีรัมย์พลาดโอกาสได้ประตูขึ้นนำ

ต่อมานาทีที่ 28  ทีมแดกู เอฟซี ได้ลูกฟรีคิกระยะอันตราย เซซินญ่า ยิงด้วยเท้าขวา บอลข้ามกำแพง เฉียดคานออกไปแค่นิดเดียว

เกมมาเข้าสู่ช่วงท้ายเกม นาทีที่  39  เซซินญ่า เปิดบอลจากลูกฟรีคิกนอกกรอบเขตโทษ เข้าไปที่กลางประตู กองหลังทีม “ปราสาทสายฟ้า”    สกัดบอลมาเข้าทาง บรูโน่ได้ซัดแถวที่2 แต่บอลหลุดออกเสาไป จากนั้นไม่มีจังหวะลุ้นประตูเพิ่ม จบเกมครึ่งแรก ทีมแดกู เอฟซี เสมอ ทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 0-0

เกมมาถึงครึ่งเวลาหลัง ในนาทีที่  51  ศุภชัย ใจเด็ด ได้โอกาสยิงด้วยเท้าขวา หน้ากรอบเขตโทษ  แต่บอลไปติดมือผู้รักษาประตู ทีมแดกู เอฟซี ที่ออกมารับไว้ได้ นาทีที่ 53  ธีราทร บุญมาทัน เปิดลูกเตะมุมทางฝั่งขวา เข้าเขตโทษ โอ ซองฮุน นายประตูทีม แดกู เอฟซี ปัดบอลมาเข้าทาง ไมคอนได้ยิงแบบจ่อ ๆ แต่บอลข้ามคานออกไป

เกิมดำเนินมาเข้าสู่ นาทีที่ 66  ธีราทร บุญมาทัน เปิดบอลยาวเข้าเขตโทษ บอลหลุดมาถึงโบลินกิ แต่กองหลัง ทีม แดกู  เข้ามาสกัดและผู้ตัดสินไม่เป่าฟาวล์ให้เป็นจุดโทษ

นาทีที่ 71  นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม ลองยิงไกลนอกกรอบเขตโทษ บอลกำลังจะมุดลงใต้คาน แต่โอ ซองฮุน นายประตูทีม แดกู เอฟซี ปัดบอลออกไปได้ หลังจากนั้นทั้ง2ทีมเปิดเกมสู้กันอย่างสนุกแต่ไม่มีประตูเพิ่ม ทำให้หมดเวลา 90 นาที ทีม แดกู เอฟซี  เสมอ ทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 0-0  ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีกครึ่งละ 15 นาที

เกมมาถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ เกมเป็นทางฝั่งทีม แดกู เอฟซี   ทำได้ดีกว่า พยายามครองบอลบุกเข้าใส่ แต่จบเกมไม่คม เข้าสู่ นาทีที่ 120 นาทีสุดท้ายของช่วงต่อเวลาพิเศษ จังหวะ วางบอลยาวของ เรบิน ซูลาก้า ปรากฏว่า แนวรับ ทีม แดกู เอฟซี   พลาด ปล่อยบอลตก และเป็น โบลินกิ แตะบอลหลบผู้รักษาประตูแล้ว แปนิ่มๆ ให้ทีม “ปราสาทสายฟ้า”    บุรีรัม ยูไนเต็ด ขึ้นนำ 1-0 แฟนเจ้าบ้านถึงกับช็อกทั้งสนาม

เกมเลยมาถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 1 นาที  ทีม แดกูเอฟซี ที่ไม่มีอะไรจะเสีย เปิดฉากลุยเต็มสูบ และ เป็น เซซินญ่า กองหน้าบราซิลตัวเก่งของทีม แดกูเอฟซี  รับบอลจากจังหวะเขี่ยลูก ก่อนตัดสินใจลากตัดจากซ้ายเข้ามาใน แล้วปั่นด้วยขวา บอลเลี้ยวเสียบเสาเข้าไปเป็นประตูตีเสมอ แบบดราม่า ทำให้ จบเกม 120 นาที ไม่มีผู้ชนะ เสมอกัน  1-1 ต้องไปตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ

แต่ช่วงยิงจุดโทษกลายเป็นทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ยิงเข้า 2 คน รัตนากร ใหม่คามิ และ ศศลักษณ์ ไหประโคน แต่ พลาดไป 3 คน  คือ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ,ธีราทร บุญมาทัน และ โจนาธาน โบลินกิ จบเกมทีม แดกู เอฟซี เอาชนะจุดโทษ ทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 3-2(ในเวลา 90 นาที เสมอ 0-0 และ 120 นาที เสมอ1-1) ตีตั๋วเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มต่อไป ในศึกAFC แชมเปี้ยนส์ลีก

 

หมุนสล็อต 999 เริ่มเพียงบาทเดียว ได้เงินจริงทุกเกมทุกค่ายทำยังไง

สล็อต 999 แตกง่าย มากกว่า 20 ค่ายดังได้เงินจริง

สล็อตหรือตู้สล็อตเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในการเล่นเกมพนันของนักพนันในปัจจุบัน เพราะเนื่องจากการเดิมพันที่น้อยและได้เงินรางวัลที่สูงอย่างมาก ทำให้สล็อตเป็นที่นิยม วันนี้สล็อต999 ได้นำเกมสล็อตชั้นนำมาให้บริการในรูปแบบเกมออนไลน์แล้ว ให้ทุกท่านได้เข้ามาเล่นกันไม่ว่าจะเป็นหน้าเก่าหรือนักเดิมพันหน้าใหม่ก็สามารถมาทดลองเล่นในระบบเดโม่ที่ไม่ต้องเสียเงินจริง เป็นเพียงแค่การทดลองเล่นเท่านั้น และนอกจากนี้ยังช่วยให้ได้รับประสบการณ์เพิ่มขึ้น สล็อต999แตกง่าย มีเกมให้เล่นมากกว่า 1000 เกมจาก 20 ค่าย slot เจ้าดังทั่วโลกรวมมาไว้ที่นี่หมดและ และยังมีการเดิมพันที่ต่ำมากเพียงตาละ 1 บาท เท่านั้น ทำให้สามารถเล่นเพื่อฆ่าเวลาหรือเล่นเพื่อฝึกสมาธิได้อีกด้วย slot 999 ได้รับความนิยมอย่างมากในเวลานี้ เพราะนอกจากจะมีเกมสล็อตให้เล่นทุกเกมแล้ว ยังมีระบบรับฝาก และระบบถอนเงินที่เรียกได้ว่าง่ายและไวที่สุดในเวลานี้ ด้วยลูกค้ามากกว่า 10000 คนและเพิ่มมากกว่า 100 user ต่อวันทำให้สล็อต 999 เป็นเกมสล็อตออนไลน์อันดับต้นๆของไทยเลยก็ว่าได้ วันนี้ทีมงานจะมาแนะนำเกมน่าเล่นแตกง่ายแห่งปี 2021 ไปดูกันว่ามีเกมอะไรกันบ้างตามมาเลย

SWEET BONANZA

เกมลูกอมเจ้าดังปัจจุบันมีการทำเกมรูปแบบเดียวกับ sweet bonanza ออกมามากมายที่เวลาเข้าฟีเจอร์เกมโบนัสได้มีระเบิดหล่นลงมาและได้เงินรางวัล xตามจำนวนระเบิดที่ลง ลูกใหญ่ที่สุดมากถึงx100 เลยทีเดียว แต่เกมที่เรียกได้ว่าเป็นต้นฉบับเลยนั้นก็คือเกมสล็อตลูกอม sweet bonanza เกมนี้นี่เองปัจจุบันยังคงมีผู้ให้ความนิยมเข้ามาเล่นตลอด เพราะเป็นเกมที่แตกง่ายมาก

ROMA SLOT

เกมยอดนิยมที่ เรื่องราวของอาณาจักรโรมันในตำนาน การต่อสู้ที่โดดเด่นของนักสู้ในสนาม การสู้กับสิงโต และในเรื่องของฟรีสปินที่รับได้เยอะมากกว่า 60 ฟรีสปินที่แจกให้เล่นแบบไม่ต้องเสียเงิน ปั่นสล็อต999 ROMA SLOT จากค่ายสล็อตที่มีชื่อเสียงในเรื่องเกมออนไลน์ที่มากที่สุด JOKER GAMING ก็ถูกนำมาให้ทุกท่านได้เล่นแล้วเช่นกัน

SLOT PANDA

เกมสล็อตทำเงินแห่งปี 2021 คงหนีไม่พ้นสล็อตแพนด้าพารวยโดยแน่แท้ เกมนี้มีอัตราการออกโบนัสมากกว่า 10 ครั้ง ต่อวัน หากคุณคือผู้โชคดีละก็โอการได้รางวัลก้อนโตมีมากเลยทีเดียว เป็นเกมที่สร้างมาเพื่อความบันเทิง และการเสี่ยงโชค มีอัตราการเดิมพันขั้นต่ำที่ 1 บาท รับเงินรางวัลสูงสุดที่ 1000 เท่า ทดลองเล่น slot panda demo ได้ง่ายๆเพียงแค่เป็นสมาชิกของ slot999 เท่านั้นก็สามารถสนุกสนานไปกับการเล่นเกมต่างๆมากมายรวมถึง สล็อตแพนด้า อีกด้วย

รีวิว Mahjong Ways สล็อตอันดับหนึ่ง ค่าย PG กำไรโคตรดี

สล็อต Mahjong Ways สล็อตไพ่นกกระจอก

เกมสล็อตออนไลน์ Mahjong Ways เกมสล็อตออนไลน์รูปแบบใหม่ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกมไพ่นกกระจอก หรือที่เรียกกันว่า “ Mahjong ” นั้นเอง เป็นเกมที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ไพ่นกกระจอกถือเป็นวัฒนธรรมของประเทศจีน เป็นเกมไพ่ที่ได้รับความนิยมและชื่นชอบของคนทั่วโลกเลยก็ว่าได้ สล็อตออนไลน์ Mahjong Ways สล็อต เป็นสล็อตวิดีโอ 5 รีล 4 แถว ที่มีการเพิ่มสัญลักษณ์ Wild และ Free Spins พร้อมตัวคูณที่เพิ่มเติมเข้ามานำมาคำนวณเป็นรางวัล ในสล็อตออนไลน์ Mahjong Ways ผู้เล่นสามารถได้รับรางวัลฟรีสปิน 12 ครั้ง เมื่อผู้เล่นได้รับ 3 สัญลักษณ์ หรือที่เรียกว่า Scatter โดยสัญลักษณ์จะกระจายอยู่ที่ใดก็ได้ หากสัญลักษณ์ Scatter เพิ่มขึ้นอีก 1 อัน จะทำให้มีฟรีสปินเพิ่มขึ้นอีก 2 ตัว การชนะทั้งหมดสามารถเพิ่มทวีคูณได้มากถึง x10 เท่าทดลองเล่น Mahjong Ways สล็อตออนไลน์ได้เงินจริง

อัตราจ่ายเงินและการเอาชนะของสล็อต Mahjong Ways

อัตราการจ่ายเงินของไลน์เดิมพันที่ชนะรางวัลไลน์เดิมพันของเกมมีทั้งหมด 1024 ไลน์เดิมพัน (แบบคงที่) เมื่อสามารถจะเอาชนะและรับเงินรางวัลได้หากไลน์เดิมพันนั้นมีสัญลักษณ์อยู่ติดต่อกันจากช่องซ้ายไปขวาอัตราการจ่ายของเกมสล็อต Mahjong Ways จะเริ่มอัตราการจ่ายเมื่อสัญลักษณ์ปรากฏขึ้น 3, 4 หรือ 5 ในตำแหน่งไลน์เดิมพัน ติดต่อกันจากช่องซ้ายไปขวา ซึ่งถือว่าผู้เล่นชนะรางวัล โดยสล็อตออนไลน์มีสัญลักษณ์ทำเงิน ดังนี้

1 สัญลักษณ์ Wild

สัญลักษณ์ตัวช่วยในเกมสล็อตออนไลน์ Mahjong Ways โดยสัญลักษณ์ Wild สามารถแทนที่สัญลักษณ์ทั้งหมดบนรีลได้ทุกตัวยกเว้นสัญลักษณ์ Scatter สัญลักษณ์ฟรีสปิน

2 สัญลักษณ์ Scatter

สัญลักษณ์ตัวช่วยอีกหนึ่งตัวในเกมสล็อต Mahjong Ways โดยสัญลักษณ์ Scatter0t ปรากฏขึ้นบนเพลา 2,3 และ 4 เท่านั้นเป็นรูปตัวอักษรภาษาจีนสีแดง มีความสามารถคือหากได้สัญลักษณ์นี้ครบสามอันก็จะได้ฟรีสปินไปเลย 10 ครั้ง ซึ่งในโหมดฟรีสปินนี้แถบการคูณต่อเนื่องข้างบนจะเปลี่ยนไปเป็น x2 x4 x6 และ x10 ทำให้เราได้เงินมากขึ้นไปอีกมีสิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือสัญลักษณ์ทั้งหมดที่อยู่ในรีลที่สามจะเปลี่ยนเป็นสีทองทั้งหมด ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าของรางวัลเพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อสัญลักษณ์ทั้งหมดกลายเป็นสีทอง สัญลักษณ์เลี่ยมทองในระหว่างการหมุนใดๆ ก็ตาม สัญลักษณ์บางตัวในเกมสล็อต (ยกเว้นสัญลักษณ์ Wild และ สัญลักษณ์กระจาย) ในเพลา 2 3 และ’หรือ 4 มี โอกาสปรากฏออกมาเป็นสีทองได้ ในระหว่างการหมุนของเกมไพ่นกกระจอก Mahjong เงินรางวัลทั้งหมดจะถูกคูณเพิ่มด้วยตัวคูณที่แสดงอยู่เหนือเพลา เริ่มจาก x1 ในรอบแรกการชนะรางวัลใดก็ตามในรอบแรกจะเพิ่มตัวคูณของรอบที่สองเป็น x2 การชนะรางวัลในรอบแรกจะเพิ่มตัวคูณของรอบที่สามเป็น x3การชนะรรางวัลก็ตามในรอบแรกจะเพิ่มตัวคูณของรอบที่สี่ และต่อจากนั้นเป็น x5 ในระหว่างฟีเจอร์การหมุนฟรีของ Mahjong Ways ตัวคูณที่แสดงอยู่เหนือเพลาจะเพิ่มขึ้นเป็น x2, x4, x8 และ x10 ตามลำดับ เกมเล่นฟรีสามารถเริ่มซ้ำได้

Mahjong Ways หนึ่งในสล็อตออนไลน์ที่ดีที่สุดของค่ายสล็อตยักษ์ใหญ่จาก พีจีสล็อต นั้นเอง สมาชิกใหม่ สามารถสมัคร เพื่อเล่นเกม Mahjong Ways กับเราวันนี้รับโบนัสและโปรโมชั่นสล็อตออนไลน์สุดพิเศษมากมาย นอกจากเกม Mahjong Ways แล้วยังมีเกมสล็อตอื่นๆให้เลือกเล่นมากกว่า 100 เกมอีกด้วย รูปแบบของเกมเล่นง่าย ไม่ยุ่งยาก สามารถเล่นได้ทั้งสมาร์ทโฟนบน android และ ios สามารถสนุกได้ ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ เล่นได้ง่าย ผ่านหน้าเว็บไซต์ Mahjong Ways สามารถเล่นผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ซึ่งมีเงินรางวัลรออยู่มากมาย ในรูปแบบของ โบนัสแจ็คพอต ที่ออกบ่อยอีกด้วย